จีน-มาเลย์-เกาหลี ฉุดเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยติดหล่ม

เป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดการณ์ว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในปี 2568 ที่ผ่านมาน่าจะปิดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประมาณ 33 ล้านคน ลดลงประมาณ 6-7% จากปี 2567 และลดลงประมาณ 17-18% เมื่อเทียบกับปี 2562 (ก่อนโควิด)

และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเหลือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท หรือลดลงราว 20% เมื่อเทียบกับปี 2562

ปิดปี’68 นทท. 32.97 ล้านคน

โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยปี 2568 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทยรวม 2.7 ล้านล้านบาท ลดลง 1.26% เมื่อเทียบกับปี 2567 (ดูตารางประกอบ)

แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมูลค่า 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% และรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยเที่ยวไทยมูลค่า 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69% จากจำนวนชาวไทยเที่ยวในประเทศ 202.37 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น 2.70%

“จีน-มาเลย์-เกาหลี” ติดลบหนัก

นอกจากนี้ยังพบว่า มีนักท่องเที่ยวหลายตลาดสร้างสถิติใหม่ เช่น อินเดีย จำนวน 2,487,319 คน รัสเซีย จำนวน 1,898,837 คน สหราชอาณาจักร (UK) จำนวน 1,083,162 คน เยอรมัน จำนวน 965,898 คน ฝรั่งเศส จำนวน 816,935 คน เป็นต้น

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนสูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ประกอบด้วย มาเลเซีย จำนวน 4,520,856 คน (-8.71%) รองลงมาคือ จีน จำนวน 4,473,992 คน (-33.55%) อินเดีย จำนวน 2,487,319 (+16.82%) รัสเซีย จำนวน 1,898,837 (+8.80%) และเกาหลีใต้ จำนวน 1,555,227 (-16.79%)

ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำรายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มูลค่า 249,875 ล้านบาท (-31.54%) รองลงมาคือ รัสเซีย มูลค่า 113,950 ล้านบาท (+9.77%) อินเดีย มูลค่า 93,862 ล้านบาท (+22.61%) มาเลเซีย มูลค่า 88,646 ล้านบาท (-15.53%) และสหราชอาณาจักร (UK) มูลค่า 74,515 ล้านบาท (+21.70%) (ดูตารางประกอบ)

สัญญาณ นทท.คุณภาพโต

“นัทรียา ทวีวงศ์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ให้ข้อมูลว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้รวมจากการท่องเที่ยวของประเทศไทยในรอบปี 2568 ที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากความท้าทายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านการเดินทาง และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว แต่ภาพรวมดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าตกใจ และสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการประคับประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

พร้อมระบุว่า จุดเด่นสำคัญในปีที่ผ่านมาคือการเติบโตของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ซึ่งพำนักในประเทศเป็นระยะเวลานานขึ้น และมีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มุ่งเน้นคุณค่า ประสบการณ์ และความยั่งยืน มากกว่าการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

มุ่งเจาะนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สำหรับปี 2569 นี้ “นัทรียา” บอกว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เพื่อดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงจากทั่วโลก ควบคู่ไปกับการรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิม ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้นในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน กระทรวงการท่องเที่ยวฯยังให้ความสำคัญกับการวางแผนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ อาทิ การจัดทำและปรับปรุงป้ายบอกทางในแหล่งท่องเที่ยวให้มีความชัดเจนและเป็นสากล การยกระดับห้องน้ำสาธารณะในพื้นที่ท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน สะอาด และเป็นมิตรกับทุกกลุ่มนักท่องเที่ยว

รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และสร้างความประทับใจตลอดเส้นทางการเดินทางของนักท่องเที่ยว

พร้อมเน้นย้ำว่า การยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความปลอดภัยเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นักท่องเที่ยวใช้ประกอบการตัดสินใจเดินทาง

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน สร้างความมั่นใจ และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ตั้งเป้าปี’69 นทท. 36.7 ล้านคน

ด้าน “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สำหรับปี 2569 นี้ ททท.ตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 36.7 ล้านคน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้จากเอเชียและแปซิฟิกใต้ จำนวน 25.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ จำนวน 11 ล้านคน

พร้อมทั้งทำการกระตุ้นตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศให้ได้มากกว่า 205 ล้านคน-ครั้ง

โดยตั้งเป้ารายได้รวมการท่องเที่ยวจากทั้งตลาดในและต่างประเทศรวม 2.78 ล้านล้านบาท เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปี 2568

คาดจีนเที่ยวไทย 6.7 ล้านคน

“ฐาปนีย์” บอกด้วยว่า สำหรับตลาดจีนนั้นยอมรับจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 30% แต่เชื่อมั่นว่าในปี 2569 นี้ ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพบว่าภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ทำให้เกิดกระแสชื่นชมเชิงบวกต่อไทยในแง่ภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการจัดแคมเปญใหญ่ “จงไท่อี้เจียซิน” (จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน) เพื่อส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนด้วยการจัดเมกะแฟมทริปครั้งใหญ่ในเดือนมกราคมนี้ ต่อเนื่องด้วยการจัดงานเทศกาลตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์ และจัดโรดโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนมีนาคม และงานเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมองว่าประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนบางส่วนกลับมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

จึงเชื่อว่าในปี 2569 นี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยจะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 40% จากปี 2568 หรืออยู่ที่ระดับ 6.7 ล้านคน

แนะเร่งฟื้นตลาดหลัก

ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจท่องเที่ยวรายหนึ่งระบุว่า จากภาพรวมของเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงของภาคการท่องเที่ยวในหลายประเทศ ทำให้ประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรและส่งนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทย ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศได้กลายเป็น “คู่แข่ง” ของประเทศไทยไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งทุกประเทศล้วนโหมโปรโมตภาคการท่องเที่ยวของตัวเอง และทำแคมเปญดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นให้ประชาชนของตัวเองเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอย่างหนักเช่นกัน

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาให้ได้ตามเป้าหมาย 36-37 ล้านคนในปีนี้ จำเป็นต้องออกแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ซึ่งเป็นตลาดหลักที่กำลังติดลบอย่างหนักอย่างจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

เพราะในปี 2568 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวระยะไกลน่าจะมีการเติบโตที่ดีทุกตลาด และเชื่อว่าจะยังดีต่อเนื่องในปี 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในปี 2569 นี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยอยู่ในสถานะที่ท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขันของประเทศคู่แข่ง เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ต้นทุนการเดินทางที่ยังสูง

ที่สำคัญ คือ “ค่าบาท” ที่ยังแข็งต่อเนื่อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีน-มาเลย์-เกาหลี ฉุดเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยติดหล่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

– Website : https://www.prachachat.net

2026-01-08T04:32:27Z