จุดเปลี่ยน-โอกาส-ความท้าทาย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี’69

วิเคราะห์กันว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น ทั้งตลาดแหล่งผู้มาเยือน พฤติกรรมนักท่องเที่ยว รวมถึงสภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

ประเด็นเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อแนวโน้มและทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ และเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองต่อในปี 2569 นี้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากที่เคยคิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2562

ปัจจุบันเหลือเพียง 14% และประเมินว่าจะมีจำนวนประมาณ 4.5 ล้านคนในปี 2568

การขยายตัวของนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย โดยจะเห็นว่าในปี 2568 ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียพุ่งขึ้นแซงจีนไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการแซงในรอบกว่า 10 ปี หรือการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลเกือบทุกตลาด เช่น ยุโรปและอเมริกา มีสัดส่วน 33% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่สร้างรายได้ถึง 45% สะท้อนถึงการใช้จ่ายต่อคนที่สูงกว่า ขณะที่ตลาดระยะใกล้คิดเป็น 67% ของผู้มาเยือน และ 55% ของรายได้

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 ซึ่งเป็นภาวะหดตัวจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังชะลอตัวต่อเนื่องเป็นหลัก

แต่การขยายตัวที่ดีขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นผลจากมาตรการภาครัฐที่พยายามเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย, ยุโรป และตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน

และมองว่าการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันภายใต้สมรภูมิ Tourism War ที่เข้มข้นผ่านการออกมาตรการเพื่อดึงนักท่องเที่ยวของหลายประเทศ การระมัดระวังการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ยังคงรูปแบบเดิมขาดจุดดึงดูดใหม่ ๆ

และเพื่อให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมความเห็นของผู้นำในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยมานำเสนอดังนี้

นักท่องเที่ยวจีน จะฟื้นกลับมาที่ 9 ล.คน

“ธนพล ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) บอกว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมั่นว่าในปี 2569 นี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาอยู่ที่ 9 ล้านคน จากปีนี้ที่อยู่ในระดับ 4.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 4.5 ล้านคน ทั้งนี้เป็นผลจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี เสด็จเยือนจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งทำให้สื่อทุกแพลตฟอร์มของจีนนำเสนอข่าวประเทศไทยในทิศทางบวกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ประกอบในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ บริษัทแอมเวย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เชื่อมั่นในประเทศไทย และมีแผนเข้ามาจัดประชุมสัมมนาในประเทศราว 13,000 คน รวมถึงงานประชุมระดับโลกอย่างงาน Gastech งานประชุมขชองกลุ่มธุรกิจภลังงานโลกใในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน หรืองานประชุมเวิลด์แบงก์ในช่วงปลายปี คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานราว 15,000 คน ทำให้เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้น

และเมื่อรวมกับตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา รวมกันอีกราว 2-3 ล้านคน จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในปีหน้าขยับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิดไม่ยาก

“ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวเซ็กเมนต์ไหน หรือตลาดไหนก็ตาม หากประเทศมีภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัยที่ดีขึ้น นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจมากขึ้น จะทำให้เกิดการเดินทางที่เพิ่มขึ้นได้” ธนพลกล่าว

พร้อมย้ำว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับภาคเอกชน และจัดสรรงบประมาณให้ผู้ประกอบการมีโอกาสออกเดินทางไปทำการตลาด เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามา และทำงานร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา

เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และต้องไม่ลืมว่าหลังจากวิกฤตโควิด ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็ยังฟื้นกลับมาได้ไม่เต็มที่

โรงแรม 4 ดาวขึ้นไป ยังดีต่อเนื่อง

“เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ให้ความเห็นว่า เชื่อว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 นี้อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน โดยปัจจัยบวกที่ชัดเจนคือ ตลาดจีน ซึ่งคาดว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดของตลาดนักท่องเที่ยวจีนไปแล้ว โดยฐานหลักยังคงเป็น นักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) และจะมีกลุ่มที่เดินทางเป็น Group ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงตลาดไมซ์

จึงมั่นใจว่าแนวโน้มของปีนี้จะดีขึ้น และประเทศไทยจะสามารถดึงตัวเลขที่หายไปในปี 2568 กลับมาได้ระดับหนึ่ง

“ตามที่สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว หรือ ATTA ตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีนไว้ที่ 8-9 ล้านคนนั้น ส่วนตัวผมมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้มาก เพราะที่ผ่านมานอกจากรัฐบาลจะพยายามยุติปัญหาชายแดนแล้ว ยังได้พยายามทำในเรื่องของการปราบกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้”

สำหรับปัจจัยลบของภาคการท่องเที่ยวของไทยตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่เรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เชื่อว่าเหตุการณ์น่าจะยุติได้เร็ว ๆ นี้ และทันกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์นี้

อีกปัจจัยคือ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หรือ Long Haul Market ซึ่งปีที่ผ่านมาตัวเลขเป็นบวกชัดเจนมาก จึงเชื่อว่าตลาดระยะไกลจะยังคงเติบโตต่อเนื่องต่อไปได้อีกในปีนี้ หากเราได้จีน และประเทศในอาเซียนเข้ามาก็เชื่อว่าจะดีแน่ ๆ

ทั้งนี้ ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมของปี 2569 นี้จะไม่ต่ำกว่าปี 2567 หรือประมาณ 37 ล้านคน

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้น โรงแรม 4 ดาว และ 5-6 ดาวนั้นยังคงได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง หลังจากที่ดีชัดเจนมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ประเทศไทยมีงานระดับเวิลด์คลาสเข้ามาจัดจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เป็นโลว์ซีซั่นก็อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีความต่อเนื่อง โดยจะเห็นชัดเจนจากในปี 2568 ที่ผ่านมาที่รัฐบาลมีแคมเปญออกมาช่วยในช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้ตัวเลขการเดินทางปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากปี 2567

รวมทั้งสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในหลักการที่เข้าถึงง่ายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้นำไปพัฒนาโรงแรมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนยังมีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน และบางส่วนยังไม่พร้อมที่จะลงทุนเพื่อพัฒนามาตรฐานของโรงแรมให้อยู่ระดับมาตรฐานสากล

จับตา ค่าเงิน สงคราม-ภัยพิบัติ

“ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางของภาคการท่องเที่ยวไทยว่า ภาพรวมปี 2569 ต้องดีกว่าปี 2568 แน่นอน เพราะ ททท.พยายามทำทุกตลาดท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดท่องเที่ยวระยะไกล

“ตอนนี้สัดส่วนระหว่างตลาดระยะใกล้และระยะไกลแบ่งเป็น 70 : 30 ถือว่าดีมาก แต่เราก็ต้องพยายามดันในส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ของตลาดระยะไกลให้เป็น 35 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ในปี 2569”

เมื่อถามว่าในปี 2569 นี้มีปัจจัยอะไรน่าห่วงในภาคการท่องเที่ยวบ้าง ผู้ว่าการ ททท.ระบุว่า ประเด็นหลัก ๆ คือ เรื่องของค่าเงิน สงคราม และภัยธรรมชาติ เพราะเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้

พร้อมย้ำว่า ปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ที่เราไม่สามารถคอนโทรลได้ ถือว่าเป็นปัจจัยน่าห่วงที่สุด ส่วนประเทศคู่แข่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยความท้าทาย เพราะทุกประเทศก็ต้องการอยากได้นักท่องเที่ยวจีนเหมือนกัน

ผู้ว่าการ ททท.ยังบอกด้วยว่า แม้ว่าในปี 2569 นี้ประเทศไทยจะเข้าสู่การเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เนื่องจากนโยบายท่องเที่ยวต้องไปทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะมาแบบไหน พรรคไหนจะเป็นรัฐบาล ส่วนตัวคิดว่าทุกรัฐบาลจะให้ความสำคัญเรื่องปากท้องประชาชน รวมถึงเรื่องภาคท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หนึ่งที่สร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้าการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ททท.ได้วางแผนจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดจีนช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่จะเริ่มต้นด้วยโครงการ “จงไท่อี้เจียชิน 2026” หรือจีนไทยครอบครัวเดียวกัน โดยจะจัดเมกะอีเวนต์ครั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องด้วยเทศกาลตรุษจีน และการไปโรดโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนมีนาคม รวมถึงการจัดเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นต้น

“เป้าหมายเราคือ ต้องผลักดันมูลค่าการท่องเที่ยวปี 2569 ให้ดีกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จุดเปลี่ยน-โอกาส-ความท้าทาย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี’69

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

– Website : https://www.prachachat.net

2026-01-06T02:17:16Z