หลังการเปิดเผยสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-21 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมรวม 31.75 ล้านคน หลายฝ่ายจึงคาดการณ์กันว่าสิ้นสุดปี 2568 ประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน
พร้อมประเมินด้วยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มเป็น 35-36 ล้านคนในปี 2569 (ใกล้เคียงกับปี 2567)
โดยคาดหวังว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้จะมาจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนที่น่าจะกลับมาเที่ยวไทยกันอีกครั้งหลังจากที่ชะลอตัวไปค่อนข้างมากในปี 2568
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79-2.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% (เทียบกับปี2568) จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ หรือ “ไทยเที่ยวไทย” อยู่ที่ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%
โดยการจัดอีเวนต์ (Big Event) ถือเป็นกลยุทธ์หลักที่จะใช้ผลักดันให้ถึงเป้าหมายผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การผลักดันเทศกาลใหญ่ ๆ ของไทยให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก (World Event) 2.การยกระดับอีเวนต์ท้องถิ่นให้เป็นงานอีเวนต์ระดับนานาชาติที่มีซิกเนเจอร์ และ 3.การดึงอีเวนต์ระดับโลกมาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศต่อไป
รวมทั้งโฟกัสการตลาดไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าเน้นเชิงจำนวน หรือ Values over Volume ด้วยการขับเคลื่อนผ่านเศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)
ประกอบด้วย Wellness Economy : ยกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพใหม่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านบริการสุขภาพการแพทย์ โรงพยาบาลมาตรฐานสากล รองรับทั้งกลุ่ม Silver Age, ผู้เกษียณ และนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาการ Healing และ Prevention
Subculture Economy : เจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพใหม่ (Potential Market) ขยับจากกลุ่ม Mass ไปเป็นกลุ่ม Niche Market เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet ฯลฯ โดยใช้เสน่ห์ไทยและกิจกรรม สร้างแรงดึงดูดใหม่ให้กับ Next-gen Travelers
Night Economy : สร้างสีสันการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ต่อยอดศักยภาพที่ไทยมีอยู่แล้วให้ตอบโจทย์ในทุกมิติ รองรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตยามค่ำคืนของนักท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นทั่วโลก ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการพื้นที่ปลอดภัย สนุก และแตกต่าง ส่งผลโดยตรงต่อ “ชั่วโมงเศรษฐกิจ” ของเมือง
Tax-Free Economy : มาตรการคืนภาษี การลดภาษีนำเข้า หรือมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ร้านค้า (Instant Tax Refund) และการลดภาษีนำเข้า (Import Tax) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เพราะการผลักดันมาตรการภาษีจะช่วยจูงใจให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายมากขึ้น รวมทั้งยังสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นลักเซอรี่เดสติเนชั่น
Prompt-pay Economy : สนับสนุนการอำนวยความสะดวกการชำระเงินด้วยระบบดิจิทัล เนื่องจากนักเดินทางต้องการระบบจ่ายเงินที่รวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในฐานะ Digital-friendly Destination
“ฐาปนีย์ เกียรติไฟบูลย์” ผู้ว่าการ ททท. บอกว่า สำหรับตลาดจีนนั้นยอมรับว่าจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 สถานการณ์เหมือนท่าทีดีขึ้น โดยเดือนมกราคม นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 22% (มีเทศกาลตรุษจีน) แต่หลังจากนั้นพบว่ามีจำนวนลดลงต่อเนื่องทุกเดือนราว 30-40%
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปี 2569 นี้ ตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพบว่าภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ทำให้เกิดกระแสชื่นชมเชิงบวกต่อประเทศไทยในแง่ภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าจะช่วยภาคท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ให้ดีขึ้น
โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในปี 2569 นี้จะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 40% หรืออยู่ที่ระดับ 6.7 ล้านคน
ผู้ว่าการ ททท.ยังบอกด้วยว่า อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 นี้คือ การที่ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย “Amazing Thailand Ambassador” เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่อยากเดินทางมา
และเชื่อว่า การมาเป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย “Amazing Thailand Ambassador” ของ “ลิซ่า” ในปี 2569 นี้ จะไม่เพียงแค่สร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของไทยเท่านั้น แต่เป็นการตอกย้ำความพร้อมในทุกมิติว่า “ประเทศไทย” คือจุดหมายปลายทางที่พร้อมจะมอบประสบการณ์และความประทับใจกับผู้มาเยือนด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เที่ยวไทย’ มุ่งกลยุทธ์ Values over Volume ดันรายได้รวมปี’69 กลับมา 2.8 ล้านล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net
2026-01-01T03:02:12Z